ศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา
|
จัดตั้งขึ้นตามโครงการที่นักวิชาการไทย
และนักวิชาการญี่ปุ่น ได้ปรับขยายมาจากข้อเสนอเดิมของสมาคมไทย-ญี่ปุ่น
และจังหวัดพระนครศรีอยุธยาที่เคยเสนอ ปรับปรุงบริเวณที่เคยเป็น
หมู่บ้านญี่ปุ่น
และสร้างพิพิธภัณฑ์หมู่บ้านญี่ปุ่นมาเป็นการเสนอให้จัดตั้งเป็นศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา
ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นสถาบันวิจัย
และพิพิธภัณฑสถานเกี่ยวกับราชอาณาจักรอยุธยา โดยส่วนรวมและได้รับงบประมาณ
ช่วยเหลือแบบให้เปล่าจากรัฐบาลญี่ปุ่น เป็นเงิน 999 ล้านเยน
เพื่อเป็นการเฉลิมพระเกียรติในพระบรมราชวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ
60 พรรษา และเพื่อเป็นที่ระลึกในโอกาสที่มิตรภาพ ระหว่างประเทศญี่ปุ่น
กับราชอาณาจักรไทยได้สถาวรยืนนานมาครบ 100 ปี |
|
อาคารหลักตั้งอยู่ที่ถนนโรจนะ
ใกล้กับสถาบันราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นอาคาร 2 ชั้น
ที่มีห้องจัดแสดงพิพิธภัณฑ์อยู่ชั้นบน
ส่วนอาคารผนวกตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะเรียนซึ่งเคยเป็นที่ตั้งหมู่บ้านญี่ปุ่นเปิดทำการทุกวัน
ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. (วันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์
ปิดเวลา 17.00 น.) อัตราค่าเข้าชมสำหรับนักเรียนและนักศึกษา ในเครื่องแบบ
5 บาท ประชาชนทั่วไป 20 บาท และชาวต่างประเทศ 100 บาท
รายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 245123-4
|
นอกจากผังจำลองเมืองกรุงเก่าแล้ว
พิพิธภัณฑ์ของศูนย์ศึกษาฯนี้มีลักษณะที่พิเศษแตกต่างจากพิพิธภัณฑ์อื่นในประเทศคือ
การที่พยายามสร้างชีวิต สังคม วัฒนธรรม ในอดีตให้กลับขึ้นมาใหม่
ด้วยข้อมูลการวิจัย (Researched based |
|
Reconstruction) โดยนำวิชาการเทคโนโลยี ของการจัด
พิพิธภัณฑ์สมัยใหม่มาจัดแสดงนิทรรศการ
ซึ่งจะทำให้ผู้ชมสามารถเข้าใจชีวิตในอดีตได้ง่าย การจัดแสดงมีทั้งสิ้น 5 หัวข้อ คือ
อยุธยาในฐานะราชธานี อยุธยาในฐานะเมืองท่า อยุธยาในฐานะ ของรัฐรวมศูนย์อำนาจ
ชีวิตชุมชนชาวบ้านไทยและความสัมพันธ์ของอยุธยากับนานาชาติ ทั้งนี้
นิทรรศการทุกอย่างที่นำมาแสดงใน ศูนย์ศึกษาฯ
ได้รับการตรวจสอบข้อมูลทางประวัติศาสตร์
อย่างละเอียดจากคณะอนุกรรมการด้านวิชาการของคณะกรรมการอำนวยการฯ มาแล้ว
จึงน่าที่จะแวะชมเพื่อสร้างพื้นฐานความรู้ ความเข้าใจ และ
จินตภาพซึ่งจะทำให้การเที่ยวชม ในสถานที่จริงมีรสชาติและสนุกยิ่งขึ้น
|
พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติสามพระยา |
|
ตั้งอยู่ที่ตำบลประตูชัย
ปลายถนนขุนเมืองใจ
ใกล้ศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา
เป็นพิพิธภัณฑ์ที่สร้างขึ้นด้วยเงินที่ประชาชนเช่าพระพิมพ์ซึ่งขุดได้
จากกรุวัดราชบูรณะ
ที่สมเด็จ พระบรมราชาที่ 2
(พระเจ้าสามพระยา)
ทรงสร้าง จึงให้ชื่อว่า
"สามพระยา"
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ
เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดพิพิธภัณฑ์แห่งนี้เมื่อ
พ.ศ. 2504
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยาเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งแรกในประเทศไทย
ที่มีรูปแบบ
การจัดแสดงแผนใหม่คือนำโบราณวัตถุมาจัดแสดงไม่มากจนแน่น
และได้นำหลักการใช้แสงสี
มาใช้ทำให้การนำเสนอดูน่าสนใจมาก |
|
-----------------------------------------
|
วังจันทรเกษมหรือวังหน้า |
|
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักมุมทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะเมืองใกล้ตลาดหัวรอ
สร้างในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราชยังทรงเป็นมหาอุปราชครองเมืองพิษณุโลก
เมื่อ พ.ศ. 2112
เคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระยุพราช
และพระมหากษัตริย์หลายพระองค์
เมื่อคราวเสียกรุงในปี พ.ศ.
2310
วังนี้ได้ถูกข้าศึกเผาทำลายเสียหายมากและถูกทิ้งร้างจนถึงรัชกาลที่
4
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้โปรดฯ
ให้ซ่อมพระที่นั่งพิมานรัตยา
และพลับพลาจตุรมุขเป็นที่ประทับเมื่อเสด็จประพาสพระนครศรีอยุธยา
ต่อมาในรัชกาลที่ 5
ได้พระราชทานให้เป็นที่ว่าการมณฑลอยุธยา
และรัชกาลที่ 7 โปรดฯ
ให้เปลี่ยนเป็นศาลากลางจังหวัดจนกระทั่งได้สร้างศาลากลางใหม่แล้ว
กรมศิลปากรจึงได้เข้ามาดูแลและจัดทำเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติจันทรเกษมจนกระทั่งปัจจุบันเปิดให้เข้าชมทุกวัน
เว้นวันจันทร์ วันอังคาร
และวันหยุดนักขัตฤกษ์
ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น.
ค่าเข้าชม ชาวไทยคนละ 10
บาท ชาวต่างประเทศคนละ 30
บาท รายละเอียดติดต่อ โทร.
(035) 251586
ชมโบราณสถานและโบราณวัตถุบริเวณวังจันทรเกษม
[click
here]
|
-----------------------------------------
|
พระราชวังหลวง |
|
ที่ปรากฏในพระนครศรีอยุธยาปัจจุบันนี้คงเหลือแต่ฐานอาคารให้เห็นเท่านั้น
สันนิษฐานว่า
พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างพระราชวังตั้งแต่เมื่อครั้งประทับอยู่ที่เวียงเล็ก
เมื่อ พ.ศ. 1890
และเมื่อสร้างพระราชวังเสร็จใน
พ.ศ. 1893
จึงย้ายมาประทับที่พระราชวังใหม่ริมหนองโสน
ปราสาทในครั้งแรกนี้
สร้างด้วยไม้อยู่ในบริเวณวัดพระศรีสรรเพชญ์
ต่อมาเมื่อ พ.ศ. 1991
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงถวาย
ปราสาทเดิมเป็นวัดในเขตพระราชวัง
แล้วทรงสร้างปราสาทใหม่
เลื่อนไปทางเหนือชิดริมน้ำ
ชมสถานที่น่าสนใจในบริเวณราชวังหลวง
[click here] พระที่นั่งต่างๆ
ในเขตพระราชวังหลวง
หรือที่เรียกในปัจจุบันว่า
พระราชวังโบราณ
เป็นที่ประทับของพระมหากษัตริย์ทุกรัชกาล
อยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยา
ทางด้านเหนือมีถนนสายรอบกรุงผ่านจากวังจันทรเกษมไปเพียง
2 กม. เปิดให้เข้าชมทุกวัน
ตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น.
ค่าเข้าชมสำหรับชาวไทยคนละ
10 บาท ชาวต่างประเทศคนละ 30
บาท
รายละเอียดเพิ่มเติมติดต่อ
โทร. (035) 242501, 244570 |
|
-----------------------------------------
|
วัดพระศรีสรรเพชญ์
|
 |
|
เป็นวัดสำคัญที่สร้างอยู่ในพระราชวังหลวงเช่นเดียว
กับวัดพระศรีรัตนศาสดาราม
ที่กรุงเทพฯ
หรือวัดมหาธาตุแห่งกรุงสุโขทัย
ในสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่
1 ใช้เป็นที่ประทับ ต่อมา
สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ทรงสร้างพระราชมณเฑียรขึ้นใหม่
แล้วโปรดยกให้เป็น
เขตพุทธาวาส เพื่อประกอบ
พิธีสำคัญต่างๆ
ของบ้านเมือง
จึงเป็นวัดในเขตพระราชวังที่ไม่มีพระสงฆ์จำพรรษา
ต่อมาในสมัย
สมเด็จพระรามาธิบดีที่ 2
ทรงสร้างพระสถูปเจดีย์องค์ตะวันออก
เพื่อบรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถพระราชบิดา
เมื่อ พ.ศ. 2035
องค์กลางบรรจุพระอัฐิของ
สมเด็จพระบรมราชาที่ 3
พระเชษฐาธิราช ในปี พ.ศ. 2042
ทรงสร้างพระวิหาร
และในปีถัดมาทรงหล่อพระพุทธรูปยืนสูง
8 วา หุ้มด้วยทองคำหนัก 286
ชั่ง (ประมาณ 171 กิโลกรัม)
ถวายพระนามว่า "พระศรีสรรเพชญดาญาณ"
ซึ่งภายหลังเมื่อเสียกรุง
พ.ศ. 2310
พม่าได้เผาลอกทองคำไปหมด
และองค์พระพังยับเยิน
เจดีย์องค์ที่ 3
ถัดมาด้านทิศตะวันตกเป็นเจดีย์บรรจุพระอัฐิของสมเด็จพระบรมราชาที่
2
ซึ่งสมเด็จพระบรมราชาที่
4
พระราชโอรสได้โปรดให้สร้างขึ้น |
|
-----------------------------------------
|
วัดพระรามและบึงพระราม |
|
อยู่นอกเขตพระราชวังไปทางด้านทิศตะวันออก
สมเด็จพระราเมศวร
ทรงสร้างขึ้นตรงที่ถวาย
พระเพลิงพระบรมศพสมเด็จพระเจ้าอู่ทองพระราชบิดา
วัดนี้มีบึงขนาดใหญ่หน้าวัด
เดิมเรียกว่า "หนองโสน"
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น "บึงพระราม"
ปัจจุบันคือ "สวนสาธารณะบึงพระราม"
ซึ่งใช้เป็นที่
สำหรับพักผ่อนหย่อนใจของชาวจังหวัด
พระนครศรีอยุธยาและสำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยือนอีกด้วย |
|
-----------------------------------------
|
วัดราชบูรณะ |
|
อยู่เชิงสะพานป่าถ่าน
ตรงข้ามวัดมหาธาตุ
สมเด็จพระบรมราชาธิราชที่
2 (เจ้าสามพระยา)
โปรดให้สร้างขึ้น
เมื่อราว พ.ศ. 1967 ณ
ที่ซึ่งใช้ถวายพระเพลิงเจ้าอ้ายกับ
เจ้ายี่ชนช้างกันจนถึงแก่พิราลัย
และโปรดให้ก่อเจดีย์ 2
องค์
สวมทับบริเวณที่ชนช้าง
ปัจจุบันเหลือเพียงฐานอยู่กลางวงเวียนหน้าวัด
ซากที่เหลืออยู่แสดงว่าวิหารและส่วนต่างๆ
ของวัดนี้ใหญ่โตมาก
พระปรางค์ที่เหลืออยู่เป็นศิลปะ
อยุธยาสมัยที่ 1
ซึ่งนิยมตามแบบขอมที่ให้พระปรางค์เป็นประธานของวัด
คราวเสียกรุง
วัดนี้ถูกเผา เสียหายหมด
แม้พระปรางค์ใหญ่จะยังคงเหลืออยู่
แต่ได้ถูกคนร้ายลักขุดของมีค่าในกรุไปส่วนหนึ่ง
จนกระทั่งกรมศิลปากรได้ขุดกรุเอาโบราณ
วัตถุที่มีค่าไปรักษาไว้ใน
พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ
เจ้าสามพระยา
ซึ่งสร้างโดยเงินบริจาค
จากการนำพระพิมพ์ขนาดเล็กที่ได้จากกรุนี้เป็นของชำร่วย
เมื่อปี พ.ศ. 2500 |
|
-----------------------------------------
|
วัดเสนาสนาราม |
|
อยู่หลังวังจันทรเกษม
เป็นวัดโบราณเดิมชื่อ "วัดเสื่อ"
มีพระพุทธรูปสำคัญ 2
องค์คือ "พระสัมพุทธมุนี"
เป็นพระประธานในอุโบสถและ
"พระอินทรแปลง"
ประดิษฐานอยู่ในพระวิหาร
เป็นพระพุทธรูปที่
อัญเชิญมาจากนครเวียงจันทน์ |
-----------------------------------------
วัดพระมงคลบพิตร,
วิหารพระมงคลบพิตร
|
 |
|
ตั้งอยู่ทางด้านใต้ของวัดพระศรีสรรเพชญ์
พระมงคลบพิตร
เป็นพระพุทธรูปบุสัมฤทธิ์องค์ใหญ่องค์หนึ่งในประเทศไทย
เดิมอยู่ทาง
ทิศตะวันออกนอกพระราชวัง
สมเด็จพระเจ้าทรงธรรมโปรดฯ
ให้ย้ายมา
ไว้ทางด้านตะวันตก
ที่ซึ่งประดิษฐานอยู่ในปัจจุบันและโปรดฯ
ให้ก่อมณฑปสวมไว้ ครั้นถึงแผ่นดิน
ของสมเด็จพระเจ้าเสือ
ยอดมณฑปเกิดไฟไหม้เพราะอสนีบาต
ทำให้ส่วนบนขององค์พระมงคลบพิตรเสียหายจึงโปรดให้ก่อสร้างใหม่
แปลงเป็นพระวิหารแทน
เมื่อเสียกรุงครั้งที่ 2
วิหารพระมงคลบพิตร
ได้ถูกไฟไหม้
พระวิหารและองค์พระพุทธรูปได้รับการปฏิสังขรณ์ใหม่
ฝีมือ
ไม่งดงามอ่อนช้อยเหมือนเก่า
บริเวณข้างวิหารพระมงคลบพิตรทางด้านทิศตะวันออก
เดิมเป็น สนามหลวง
ใช้เป็นที่สำหรับสร้างพระเมรุพระบรมศพของพระมหากษัตริย
และเจ้านายเช่นเดียวกับ
ท้องสนามหลวงของกรุงเทพฯ
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม |
|
-----------------------------------------
|
ปางช้างอยุธยา
(แลเพนียด) |
|
มีบริการขี่ช้างตั้งแต่เวลา
09.00-17.00 น. ราคา 200-500 บาท
รายละเอียดเพิ่มเติม
ติดต่อได้ที่ โทร. (035) 211001 ตั้งอยู่ระหว่างทางไปวิหารมงคลบพิตร |
|
-----------------------------------------
|
คุ้มขุนแผน |
|
ตั้งอยู่ที่ถนนป่าโทน
เป็นตัวอย่างของหมู่เรือนไทยภาคกลาง
ในรูปแบบเรือนคหบดีไทยสมัยโบราณ
สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2437
และได้รับการปรับปรุงตกแต่งใหม่เมื่อ
พ.ศ. 2483
บริเวณที่ตั้งคุ้มขุนแผนเคยเป็นคุกนครบาลสมัยกรุงศรีอยุธยา
ซึ่งเชื่อกันว่าขุนแผนเคยต้องโทษอยู่ในคุกแห่งนี้ |
|
-----------------------------------------
|
วัดมหาธาตุ |
|
ตั้งอยู่ตรงหน้าพระราชวังด้านทิศตะวันออกเชิงสะพานป่าถ่าน
สร้างใน
สมัยของสมเด็จพระราเมศวรเมื่อ
พ.ศ.1927
ลักษณะสถาปัตยกรรมของพระมหาธาตุ
(ปรางค์)
เป็นแบบแรกของสมัยอยุธยา
ซึ่งมีอิทธิพลของขอมปนมาก
ชั้นล่างก่อสร้างด้วยศิลาแลง
แต่ที่ เสริมใหม่ปัจจุบัน
เป็นอิฐปูนสมเด็จ
พระเจ้าปราสาททอง
ได้ปฏิสังขรณ์พระปรางค์ใหม่โดยเสริม
ให้สูงกว่าเดิม
แต่ขณะนี้ยอดพังลงมา
เหลือเพียงชั้นมุขเท่านั้น
เมื่อ พ.ศ. 2499 กรมศิลปากร
ได้ขุดแต่งพระปรางค์แห่งนี้
ได้ของโบราณหลายชิ้น
ที่สำคัญคือผอบศิลา
ภายในมีสถูป 7 ชั้น
แบ่งออกเป็น ชิน เงิน นาก
ไม้ดำ ไม้จันทร์แดง
แก้วโกเมนและทองคำ
ชั้นในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุและเครื่องประดับอันมีค่า |
|
-----------------------------------------
พระราชานุสาวรีย์สุริโยทัยเจดีย์พระศรีสุริโยทัย
|
 |
|
อยู่ในเกาะเมืองด้านทิศตะวันตก
เป็นโบราณสถานที่สำคัญยิ่งแห่งหนึ่งในเขตอุทยานประวัติศาสตร์พระนครศรีอยุธยา
เพราะสถานที่นี้มิได้เป็นเพียงอนุสรณ์สถานของวีรสตรีไทยพระองค์แรก
เท่านั้น
หากแต่ยังหมายถึงการยืนยัน
เกียรติแห่งสตรีไทย
ที่ได้รับการยกย่องจากสังคมไทยมาแต่ครั้ง
บรรพกาลอีกด้วยเรื่องมี
อยู่ว่าในขณะที่
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิขึ้นครองราชย์ได้เพียง
7 เดือน เมื่อ พ.ศ. 2091
พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้และ
บุเรงนอง
ยกทัพเข้ามาล้อมกรุงศรีอยุธยาครั้งแรกโดยผ่านมาทางด้านด่าน
พระเจดีย์สามองค์จังหวัดกาญจนบุรี
และ ตั้งค่ายล้อมพระนคร
การศึกครั้งนั้นเป็นที่เลื่องลือถึงวีรกรรมของสมเด็จ
พระสุริโยทัยซึ่งไสช้างพระที่นั่งเข้าขวาง
พระเจ้าแปร
ด้วยเกรงว่าสมเด็จพระมหาจักรพรรด
ิพระราชสวามีจะเป็นอันตราย
จนถูกพระแสงของ้าวฟันพระอังสา
ขาดสะพายแล่งสิ้นพระชนม์อยู่บนคอช้าง
เมื่อสงครามยุติลง
สมเด็จพระมหาจักรพรรดิทรงปลงพระศพของพระนาง
และสถาปนาสถานที่ปลงพระศพ
ขึ้นเป็นวัดสบสวรรค์ (หรือวัดสวนหลวงสบสวรรค์)
ต่อมาในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้มีการสอบสวนหาตำแหน่งสถานที่ต่างๆ
ที่กล่าวถึงในพระราชพงศาวดารเพื่อเรียบเรียง
เป็นหนังสือประชุม
พงศาวดารขึ้นทูลเกล้าฯ
ถวายจึงเป็นเหตุให้ทราบตำแหน่งของวัดสบสวรรค์
ซึ่งยังคงพบเจดีย์
แบบย่อไม้สิบสอง
สูงใหญ่ปรากฏตามที่ตั้งในปัจจุบันนี้
ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงขนานนามเรียกชื่อเจดีย์ว่า
"เจดีย์พระศรีสุริโยทัย"
ในปี พ.ศ. 2533
รัฐบาลได้มอบให้กรมศิลปากร
และกรป.กลาง
ดำเนินการบูรณะซ่อมแซมเสริมรูปทรงพระเจดีย์ที่ชำรุดให้อยู่ในสภาพเดิมเป็นที่น่ายินดีว่าในวันที่
20 พฤษภาคม 2533
กรมศิลปากรได้พบศิลปวัตถุโบราณ
เช่น
พระพุทธรูปผลึกแก้วสีขาวปางมารวิชัย
พระเจดีย์จำลอง
ผอบทองคำบรรจุพระธาตุ
เป็นต้น
ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเจ้าสามพระยา |
|
-----------------------------------------
|
วังหลัง |
|
ตั้งอยู่ริมกำแพงพระนครศรีอยุธยาด้านทิศตะวันตก
เดิมเป็นอุทยานสำหรับเสด็จประพาสเป็นครั้งคราวเรียกว่า
สวนหลวง
และคงจะปลูกแต่เพียงตำหนักที่พักเท่านั้น
ในสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชาได้โปรดให้
สร้างเพิ่มเติมเป็นพระราชวัง
เพื่อให้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระเอกาทศรถ
ต่อมาวังหลังได้กลายเป็นที่ประทับ
ของเจ้านายในพระราชวงศ์เท่านั้น
จึงไม่ปรากฏสิ่งสำคัญหลงเหลืออยู่นอกจากเจดีย์พระศรีสุริโยทัย |
-----------------------------------------
|
สวนศรีสุริโยทัย
|
|
ตั้งอยู่ใกล้กับเจดีย์พระศรีสุริโยทัย
สวนศรีสุริโยทัยนี้
ประกอบด้วยศาลาอเนกประสงค์
พลับพลาสมเด็จพระสุริโยทัย
เนินเสมาหินอ่อนโบราณอายุกว่า
400 ปี บรรจุชิ้นส่วน
พระพุทธรูปที่ชำรุดอัญเชิญมาจากวัดพุทไธศวรรย์
(พระตำหนักเวียงเหล็กของพระเจ้าอู่ทอง)
ฯลฯ องค์การสุราฯ
เป็นผู้สร้างสวนนี้
เพื่ออุทิศส่วนกุศลถวายอดีตพระมหากษัตริย์ทุกพระองค์ในที่ดินซึ่งเคยเป็นเขตพระราชฐานชั้นใน
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อ
"สวนศรีสุริโยทัย"
เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2532
และองค์การฯ ได้ทูลเกล้าฯ
ถวายสวนนี้แด่สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถเนื่องในวโรกาสเฉลิมพระชนมพรรษาครบ
5 รอบ เปิดให้เข้าชมทุกวัน
ตั้งแต่เวลา 09.00-17.00 น
|
-----------------------------------------
|
สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์
|
|
หรือเรียกกันว่าสวนสมเด็จฯ
ตั้งอยู่บนถนนอู่ทอง
ในเขตอุทยานประวัติศาสตร์
ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะเมือง
เป็นสวนสาธารณะขนาดใหญ่
ประกอบด้วยต้นไม้ในวรรณคดีโบราณสถาน
และศาลาไทย
นอกจากนี้ยังมีโครงการพัฒนาพื้นที่เป็นสวนป่าสมุนไพรอีกด้วย
|
-----------------------------------------
วัดพุทไธศวรรย์
 |
|
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำทางด้านใต้ฝั่งตรงข้ามของเกาะเมือง
หากเดินทางโดยรถยนต์และใช้เส้นทางสายอยุธยา-เสนา
ทางทิศตะวันตกของเกาะเมือง
ข้ามสะพานวัดกษัตราธิราชแล้วเลี้ยวซ้าย
จะผ่านวัด ไชยวัฒนาราม
มีป้ายบอกทางเป็นระยะไปจนถึงทางแยกซ้ายเข้าวัดพุทไธศวรรย์วัดนี้สร้างขึ้น
บริเวณที่สมเด็จพระเจ้าอู่ทองอพยพมาสร้างเมืองใหม่
เดิมบริเวณนี้เรียกว่า "เวียงเล็ก"
หรือ "เวียงเหล็ก"
ซึ่งเป็นตำหนักที่ประทับของสมเด็จพระเจ้าอู่ทอง
ภายในวัดมีสิ่งที่น่าสนใจคือ
พระปรางค์ประธานองค์ใหญ่เป็นศิลปะแบบอยุธาตอนต้น
เข้าไปภายในวัดจะพบอนุสาวรีย์
3 กษัตริย์
พระนเรศวรมหาราช
พระเจ้าอู่ทอง
และพระเอกาทศรถ |
|
-----------------------------------------
|
วัดภูเขาทอง |
|
ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ
ห่างจากพระราชวังหลวงไปประมาณ
2 กม. (ทางเดียวกันกับเส้นทางไปจังหวัดอ่างทอง
ทางหลวงหมายเลข 309)
จะมีป้ายบอกทางแยกซ้ายไปวัดภูเขาทอง
วัดภูเขาทองนี้
หนังสือคำให้การชาวกรุงเก่ากล่าวว่า
สมเด็จพระราเมศวร
ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. 1930
เมื่อบุเรงนองยกมาตีกรุงศรีอยุธยาได้เมื่อ
พ.ศ. 2112
ได้สร้างพระเจดีย์ภูเขาทองขึ้นไว้เป็นที่ระลึก
ต่อมาสมเด็จพระเจ้าบรมโกศโปรดให้ซ่อมองค์พระเจดีย์ตอนบนเป็นแบบไทยพร้อมๆกันกับการบูรณะวัด
ขณะนี้จึงปรากฏว่าฝีมือช่างมอญเดิมเหลือเพียงฐานทักษิณ
สูงขึ้นไปเป็นพระเจดีย์ย่อไม้สิบสองฝีมือช่างไทย
บริเวณทางเข้าปัจจุบันได้สร้างพระราชานุสาวรีย์พระนเรศวรมหาราช
(จะเห็นได้ดังรูป
วัดภูเขาทองจะตั้งอยู่ด้านหลัง) |
|
-----------------------------------------
|
พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระสุริโยทัย |
|
ตั้งอยู่เลยวัดภูเขาทองไปตามทางหมายเลข
309
ตรงไปจะพบสี่แยกไฟแดงให้เลี้ยวซ้ายตรงไปประมาณ
1 กม.
จะพบทางเข้าพระราชานุสาวรีย์จะอยู่ทางขวามือ
ในบริเวณจะตกแต่งเป็นสวนพักผ่อนขนาดใหญ่มีคูน้ำรอบสวนพักผ่อน
ชาวบ้านมักจะพาครอบครัวไปนั่งเล่นดูพระอาทิตย์ตกที่นี่ |
|
-----------------------------------------
วัดหน้าพระเมรุ
|
 |
|
ตั้งอยู่ริมคลองสระบัวด้านเหนือของคูเมือง
(แม่น้ำลพบุรีเก่า)
ตรงข้ามกับพระราชวังหลวง
มีชื่อเดิมว่า "วัดพระเมรุราชิการาม"
พระองค์อินทร์ในรัชกาลสมเด็จพระรามาธิบดีที่
2 ทรงสร้างเมื่อ พ.ศ. 2046
เป็นวัดเดียวในกรุงศรีอยุธยาที่ไม่ถูกพม่าทำลาย
และยังคงสภาพที่ดีมาก
เพราะพม่าได้ไปตั้งกอง
บัญชาการ อยู่ที่วัดนี้
พระอุโบสถเป็น
แบบอยุธยาซึ่งมีเสาอยู่ภายใน
แต่น่าจะมาเพิ่มเสารับชายคา
ทีหลังในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
พระประธานในอุโบสถ
ซึ่งสร้างปลายสมัยอยุธยาเป็น
พระพุทธรูปทรงเครื่องหล่อ
สำริดขนาดใหญ่ที่สุดที่ปรากฏและมีความงดงามมาก
ด้านหลังพระอุโบสถ
ยังมีอีกองค์หนึ่งแต่เล็กกว่าคือพระศรีอริยเมตไตรย์
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่
3 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
ได้มีการปฏิสังขรณ์โดยรักษาแบบอย่างเดิมไว้และ
ได้เชิญพระพุทธรูปศิลานั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีจากวัดมหาธาตุมาไว้ในวิหารน้อย
ซึ่งอยู่ฝั่งขวา
ของพระอุโบสถอีกด้วย
พระพุทธรูปศิลาแบบนั่งห้อยพระบาทสมัยทวาราวดีนี้
นับเป็น 1 ใน 6 องค์
ที่มีอยู่ในประเทศไทย
จึงนับเป็นสิ่งที่มีค่ามาก
|
|
-----------------------------------------
วัดใหญ่ชัยมงคล
(วัดเจ้าพระยาไทหรือวัดป่าแก้ว)
|
 |
|
ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำป่าสัก
ถ้ามาจากตัวเมืองข้ามสะพานสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
แล้วจะเห็นพระเจดีย์วัดสามปลื้มอยู่กลางสี่แยกเลี้ยวขวาไปไม่ไกลก็จะเห็นป้าย
มีทางแยกซ้ายมือหรือหากมาทางถนนสายเอเซีย
เลี้ยวเข้าแยกอยุธยาแล้วพบพระเจดีย์ใหญ่กลางถนนก็เลี้ยวซ้าย
วัดนี้ตามข้อมูลประวัติศาสตร์สันนิษฐานว่าเมื่อพ.ศ.
1900 พระเจ้าอู่ทองทรงสร้าง
"วัดป่าแก้ว"
ขึ้นตรงที่พระราชทานเพลิงศพ
"เจ้าแก้วเจ้าไท"
ในการสร้างวัดป่าแก้วครั้งนี้
ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ขึ้นคู่กับพระวิหารด้วย
ต่อมาเมื่อปี
พ.ศ. 2135
สมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ทรงเสริมพระเจดีย์ให้ใหญ่และสูงขึ้นพร้อมๆ
กับการสร้างเจดีย์ยุทธหัตถีที่ตำบลหนองสาหร่ายจังหวัดสุพรรณบุรี
เพื่อเฉลิมพระเกียรติเมื่อคราวทรงชนะศึกยุทธหัตถี
พระราชทานนามวัดเสียใหม่ว่า
"วัดชัยมงคล"
ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นวัดใหญ่ชัยมงคล
วัดนี้ร้างไปเมื่อคราวเสียกรุงครั้งสุดท้าย
แล้วเพิ่งจะตั้งขึ้นเป็นวัดที่มีพระสงฆ์อยู่จำพรรษาเมื่อไม่นานมานี้ |
|
-----------------------------------------
วัดโลกยสุธาราม
 |
|
อยู่ถัดจากเจดีย์พระศรีสุริโยทัยเข้าไปทางด้านหลังประมาณกม.เศษบริเวณวัดอยู่ติดกับ
วัดวรเชษฐาราม
ถ้าจะเดินทางไปชมจะไปทางรถยนต์ผ่านไปตามถนน
หลังพลับพลาตรีมุข
ในบริเวณพระราชวังโบราณ
ผ่านวัดวรโพธิ์และวัดวรเชษฐารามเข้าไปจน
ถึงพระพุทธไสยาสน์
องค์ใหญ่ของวัดได้
พระพุทธไสยาสน์องค์นี้ก่อด้วยอิฐถือปูนยาวประมาณ
29 เมตร มีซากพระวิหาร เป็น 6
เหลี่ยมขนาดใหญ่อยู่ชิดองค์พระเหลืออยู่หลายต้นเข้าใจว่าเป็น
ซากพระอุโบสถ |
|
-----------------------------------------
|
วัดกษัตราธิราชวรวิหาร |
|
อยู่นอกเกาะเมืองตรงข้ามกับเจดีย์พระศรีสุริโยทัย
ริมแม่น้ำเจ้าพระยา
เดิมชื่อ "วัดกษัตรา"
หรือ "วัดกษัตราราม"
เป็นวัดโบราณในสมัยกรุงศรีอยุธยามี
พระปรางค์ใหญ่เป็นหลักประธานของวัด |
|
-----------------------------------------
วัดไชยวัฒนาราม
 |
|
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันตกนอกเกาะเมือง
เป็นวัดที่พระเจ้าปราสาททอง
กษัตริย์กรุงศรีอยุธยาองค์ที่
24 (พ.ศ. 2173-2198)
โปรดให้สร้างขึ้น
ปัจจุบันเป็น วัดร้าง
สิ่งก่อสร้างที่เหลืออยู่มี
พระปรางค์ศรีรัตนมหาธาตุและเจดีย์รายตามพระระเบียงคดรอบ
พระปรางค์ ความสำคัญอีก
ประการหนึ่งคือ
วัดนี้เป็นที่ฝังพระศพของเจ้าฟ้าธรรมาธิเบศ
กวีเอกสมัยอยุธยาตอนปลายกับ
เจ้าฟ้าสังวาลย์ซึ่งต้องพระราชอาญาโบยจนสิ้นพระชนม์ใน
รัชสมัยของพระเจ้าบรมโกศ
วัดไชยวัฒนารามได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานของชาติ
เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2478
และกรมศิลปากรโดยอุทยานประวัติศาสตร์พระนคร
ศรีอยุธยาได้ดำเนินการบูรณะ
ตลอดมาจนปัจจุบัน
ไม่มีสภาพรกร้างอยู่ในป่าอีกแล้ว
และยังคง
มองเห็นเค้าแห่งความสวยงามยิ่งใหญ่ตระการตา
ซึ่งผู้ไปเยือนไม่ควรพลาดชมอย่างยิ่ง
อนึ่ง
การเดินทางไปชมวัดสำคัญในประวัติศาสตร์บริเวณนี้
ท่านอาจเช่าเหมาเรือหางยาวจากบริเวณหลังลานจอดรถฝั่งตรงข้ามพระราชวังจันทรเกษมด้านตะวันออกของเกาะเมือง
ล่องไปตามลำน้ำป่าสักลงไปทางใต้
ผ่านวิทยาลัยการต่อเรือพระนครศรีอยุธยาวัดพนัญเชิงวรวิหาร
วัดพุทไธศวรรย์
โบสถ์โปรตุเกส
วัดไชยวัฒนาราม
วัดกษัตราธิราช
และเจดีย์พระศรีสุริโยทัยอันสง่างามอีกด้วย
ซึ่งจะทำให้การเดินทางมีรสชาติไปอีก
แบบหนึ่งโดยเฉพาะเวลาพลบค่ำจะเห็นภาพบริเวณวัดไชยวัฒนารามสวยงามมาก
เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่เวลา
08.30-16.30 น.
ค่าเข้าชมสำหรับชาวไทย
คนละ 10 บาท ชาวต่างประเทศ
คนละ 30 บาท
สอบถามรายละเอียดโทร. (035)
242501 |
|
-----------------------------------------
|
หมู่บ้านโปรตุเกส |
|
ตั้งอยู่ที่ตำบลสำเภาล่ม
บริเวณริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตก
อยู่ทางใต้ของตัวเมือง
ชาวโปรตุเกสเป็นชาวยุโรปชาติแรกที่เข้ามาติดต่อค้าขายกับกรุงศรีอยุธยาโดยเมื่อปี
พ.ศ. 2054 อัลฟองโซ เดอ
อัลบูเคอร์ก
ผู้สำเร็จราชการของโปรตุเกสประจำเอเซีย
ได้ส่งนายดูอาร์เต้
เฟอร์นันเดส
เป็นฑูตเข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับสมเด็จพระรามาธิบดีที่
2 แห่งกรุงศรีอยุธยา
มีชาวโปรตุเกสเข้ามาตั้งหลักแหล่งค้าขาย
และ
เป็นทหารอาสาในกองทัพกรุงศรีอยุธยาและสร้างโบสถ์ขึ้นเพื่อเผยแพร่ศาสนาและเป็นศูนย์กลางของชุมชน
ปัจจุบันบริเวณนี้ยังมีร่องรอยสิ่งก่อสร้างปรากฏให้เห็นคือ
โบราณสถานซานเปโตร หรือ
โบสถ์ในคณะโดมินิกัน
มีการขุดค้นพบโบราณวัตถุที่สำคัญได้แก่
โครงกระดูกมนุษย์
กล้องยาสูบ เหรียญกษาปณ์
และเครื่องประกอบพิธีทางศาสนา |
|
-----------------------------------------
|
วัดพนัญเชิงวรวิหาร |
|
ตั้งอยู่ริมแม่น้ำป่าสักทางทิศใต้ฝั่งตรงข้ามของเกาะเมือง
ห่างจากตัวเมืองราว 5 กม.
หรือเมื่อออกจากวัดใหญ่ชัยมงคลถึงถนนใหญ่แล้วเลี้ยวซ้าย
วัดนี้เป็นวัดที่มีมาก่อนการสร้างกรุงศรีอยุธยา
ไม่ปรากฏหลักฐานว่าใครเป็นผู้สร้างพระพุทธรูปซึ่งเป็น
พระประธานในพระวิหารชื่อพระเจ้าพนัญเชิง
(หลวงพ่อโต)สร้างขึ้นเมื่อ
พ.ศ. 1867 นับเป็น
พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยหน้าตักกว้าง
20.17 เมตร
และสูงจากชายพระชงฆ์ถึงรัศมี
19 เมตร ฝีมือปั้นงดงาม
เป็นที่เคารพสักการะของชาวจังหวัด
ตามตำนานกล่าวว่า
เมื่อคราวพระนครศรี
อยุธยาจะเสียแก่ข้าศึกนั้น
พระพุทธรูปองค์นี้
มีน้ำพระเนตรไหลออกมาทั้งสองข้าง |
|
-----------------------------------------
|
หมู่บ้านญี่ปุ่น |
|
ตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะเรียน
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา
มีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายเป็นจำนวนมาก
ในสมัยนั้น
ทางการญี่ปุ่นได้อนุญาติ
ให้ชาวญี่ปุ่นค้าขายกับชาวต่างชาติ
ได้โดยให้มีหัวหน้าปกครองในกลุ่มตน
นับแต่นั้นมาก็มีชาวญี่ปุ่นเข้ามาอาศัยมากขึ้น
หัวหน้าชาวญี่ปุ่นในขณะนั้นคือ
นากามาซา ยามาดา
เป็นผู้มีอำนาจและเป็นที่โปรดปราน
ของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม
จนได้รับแต่งตั้งเป็น
ออกญาเสนาภิมุข
รับราชการต่อมา
จนได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าเมืองนครศรีธรรมราชจนสิ้นชีวิต
ปัจจุบันสมาคมไทย-ญี่ปุ่น
ได้จารึกประวัติความเป็นมาของหมู่บ้านญี่ปุ่นในสมัยกรุงศรีอยุธยา
มาตั้งไว้ภายในหมู่บ้าน
และ
ปรับปรุงบริเวณหมู่บ้านให้เป็นอาคาร
ผนวกของศูนย์ศึกษาประวัติศาสตร์อยุธยา
จัดแสดงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างอยุธยากับต่างประเทศ
การเดินทางสามารถเดินทางจากวัดพนัญเชิงวรวิหารไปอีกประมาณ
1.5 กม.
ก็จะเห็นอาคารผนวกหมู่บ้านญี่ปุ่นอยู่ทางด้านขวามือ |
|
-----------------------------------------
|
วัดมเหยงค์ |
|
สร้างในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 2
(เจ้าสามพระยา) พ.ศ. 1981
และได้ปฏิสังขรณ์ครั้งแรกในสมัยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
โดยใช้เวลายาวนานถึง 3 ปีเศษ ในช่วงที่เสียกรุง พ.ศ. 2112
พระเจ้ากรุงหงสาวดีได้ตั้งทับหลวงที่วัดแห่งนี้
อ่านประวัติ
วัดมเหยงค์ >>> |
|
-----------------------------------------
|
วัดประดู่ทรงธรรม |
|
เดิมชื่อวัดประดู่โรงธรรม สร้างสมัยอยุธยา
ภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังในสมัยรัตนโกสินทร์
เช่น ภาพกระบวนพยุหยาตราทางสถลมาตร
การแสดงมหรสพในงานถวายพระเพลิงพระบรมศพพระพุทธเจ้า
สิ่งที่น่าสนใจอื่นๆ
ข้างพระอุโบสถมีเจดีย์เชื่อว่าเป็นที่บรรจุอัฐิพระเจ้าทรงธรรม
ข้างหลังพระอุโบสถมีพระธาตุ
เป็นวัดโบราณ ถูกกล่าวในพงศาวดารสมัยอยุธยา อ่านประวัติ
วัดประดู่ทรงธรรม >>> |
|
-----------------------------------------
|
ตึกเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก |
|
ก่อสร้างเป็นตึกแบบจีนเป็นที่ประดิษฐานรูปเจ้าแม่สรัอยดอกหมาก
ชาวจีนเรียกว่า "จู๊แซเนี้ย"
เป็นที่เคารพนับถือของชาวจีนทั่วไป |
-----------------------------------------
| ป้อมและปราการรอบกรุง |
|
กำแพงเมืองที่พระเจ้าอู่ทองทรงสร้างครั้งแรกนั้นเป็นเพียงเชิงเทินดิน
และมีเสาไม้ระเนียดปักข้างบน
ต่อมาในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิจึงได้ก่ออิฐถือปูน
ป้อมตามพระราชพงศาวดีมี
อาทิ ป้อมมหาชัยป้อมซัดกบ
ป้อมเพชร ป้อมหอราชคฤห์
และป้อมจำปาพล เป็นต้น
ป้อมใหญ่ๆ
มักตั้งอยู่ตรงทางแยกระหว่างแม่น้ำ
เช่น ป้อมเพชร
อยู่ตรงที่บรรจบของแม่น้ำ
เจ้าพระยากับแม่น้ำป่าสัก
ป้อมมหาไชยอยู่มุมวังจันทรเกษมในที่ซึ่งเป็นตลาดหัวรอในปัจจุบัน
ซึ่งตัวป้อมถูกรื้อนำอิฐไปสร้างพระนครใหม่ที่กรุงเทพฯ
ในรัชกาลที่ 1 |
-----------------------------------------
|
วัดสุวรรณดารารามราชวรวิหาร
|
|
อยู่ในเขตพระนครด้านทิศตะวันออกตอนใต้ริมป้อมเพชร
เดิมชื่อวัดทอง
เป็นวัดที่พระบาทสมเด็จ
พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกทรงสร้างไว้ครั้งกรุงศรีอยุธยา
และพระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์จักรี
ได้ทรงสร้างเพิ่มเติมและปฏิสังขรณ์ต่อเนื่องกันมา
เกือบทุกรัชกาล
ผนังภายในพระอุโบสถตอนบน
มีภาพเขียนเทพชุมนุม
ตอนล่างเขียนเรื่อง
เวสสันดรชาดก
เตมีย์ชาดกและสุวรรณสามชาดก
ตอนหน้าสุดเขียนภาพมารวิชัย
พระวิหาร
มีรูปเขียนแสดงพระราชวีรกรรม
ของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
ซึ่งเป็นต้นแบบลอกแพร่หลายออกไปหลายแห่ง
|
-----------------------------------------
|
พระที่นั่งเพนียด |
|
ตั้งอยู่ในตำบลสวนพริก
ห่างจากตัวเมืองประมาณ 4
กม. ตามเส้นทางหมายเลข 309 (ทางเดียวกับวัดภูเขาทอง)
สร้างขึ้นเป็นที่สำหรับ
พระราชาธิบดี ประทับทอด
พระเนตรการจับช้างเถื่อนในเพนียด
หรือการจับช้างกลางแปลง
เป็นประเพณีที่เคยทำกันมาแต่โบราณ
เพื่อนำมาใช้ประโยชน์ในราชการในเวลาปกติและในเวลาสงคราม
พระที่นั่งของเดิมซึ่งสร้างสมัยสมเด็จพระมหาธรรมราชานั้น
ถูกพม่าเผาทำลายเมื่อเสียกรุงครั้งหลัง
พ.ศ. 2310 พระที่นั่งเพนียด
และตัวเพนียดที่เห็นในปัจจุบันนั้น
ลักษณะ
เป็นคอกล้อมด้วยซุงทั้งต้น
มีปีกกาแยกเป็นรั้วไปสองข้าง
รอบเพนียดเป็นกำแพงดิน
ประกอบอิฐเสมอยอดเสาด้านหลังคอก
ตรงข้ามแนวปีกกาป็นพลับพลาที่ประทับ
ซึ่งได้รับการบูรณะ เมื่อ
พ.ศ. 2500
และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย
ยังได้สนับสนุนเงิน
งบประมาณแก่กรมศิลปากรในปี
พ.ศ. 2531
เพื่อบูรณะเพนียดให้อยู่ในสภาพเดิมอีกด้วย
|
-----------------------------------------
|
วัดกุฎีดาว |
|
อยู่หน้าสถานีรถไฟฝั่งตะวันออก
เป็นวัดเก่าแก่
ฝีมือการสร้างงดงามยิ่งแต่ปรักหักพังไปมากแล้ว
ปัจจุบันเป็นวัดร้างไม่ปรากฏแน่ชัดว่าใครเป็นผู้สร้าง
|
-----------------------------------------
| วัดสมณโกศ |
|
อยู่ใกล้วัดกุฎีดาว
เป็นวัดที่เจ้าพระยาโกษา
(เหล็ก) และเจ้าพระยาโกษา (ปาน)
ปฏิสังขรณ์ขึ้นใหม่
ในแผ่นดินสมเด็จพระนารายณ์มหาราช
วัดนี้มีพระปรางค์องค์ใหญ่รูปทรงสันฐานแปลกตากว่าแห่งอื่นเข้าใจว่าเลียนแบบเจดีย์เจ็ดยอดของเชียงใหม่ |
|